Showing posts with label Kodak. Show all posts
Showing posts with label Kodak. Show all posts

Thursday, 31 July 2014

Contrast Index ตัววัดมาตรฐาน Contrast

ตัวแปรหนึ่งที่ผมว่าเป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการสร้างงานภาพถ่ายคือ Contrast ซึ่งผมได้เล่าไปบ้างแล้ว ทั้งด้านงานขาวดำและงานฟิล์มสี ทีนี้ก็ยังมีความสับสนกันอีกบ้างว่าแล้วคอนทราสเท่าไหร่ล่ะถึงจะเรียกว่าพอดี หรือเหมาะสม?
ทุกคนคงทราบกันดีนะครับว่าผู้บุกเบิกวงการภาพถ่ายที่สำคัญคือ Kodak ในงานฟิล์มนั้น Kodak ได้สร้างค่าตัวแปรหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Contrast Index (CI) เพื่อใช้ในการวัด Contrast ออกมาเป็นตัวเลขและกำหนดค่า CI มาตรฐานเอาไว้อีกด้วย 

Contrast Index นั้นเรานำมาใช้อ้างอิงถึง ระยะเวลาเหมาะสมที่ใช้ในการล้างฟิล์มขาวดำ เพื่อให้ได้ Contrast ที่ถูกต้อง Kodak ระบุเอาไว้ที่ตัวเลข 0.56 ตัวเลขนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างคงต้องเล่ากันยาวๆ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะนำเราไปสู่เรื่องของ Zone System ที่หลายคนหลังไมค์มาถามว่าล้างแบบ N, N+1, N-1 คืออะไร คอยติดตามกันนะครับ

มาดูความหมายและที่มาของตัวเลขค่า Contrast Index กันคร่าวๆ ก่อนนะครับ ย้ำอีกทีว่า CI เป็นค่าที่สร้างขึ้นโดย Kodak เพื่อใช้ในการวัดค่า Contrast ของฟิล์มขาวดำที่ผ่านการล้างออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว Contrast ของฟิล์มที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับแฟคเตอร์หลายๆ อย่าง

  1. Film Speed ฟิล์มยิ่งมีความไวสูง โดยตัวมันเองแล้วจะยิ่งมีคอนทราสต่ำ (ไม่นับพวกฟิล์ม 1600 หรือ 3200 นะครับถือเป็นฟิล์มพิเศษ) ไม่ผิดนะครับ ส่วนมากคนคิดว่าฟิล์มพวก ISO 400 Contrast สูงกว่าพวก ISO 100 ดูกันต่อครับ
  2. Exposure Index (EI) หรือพูดง่ายๆ ว่าค่า ISO ที่ใช้ตอนถ่ายภาพ ถ้าเราถ่ายที่ EI ต่ำกว่า ISO บนกล่องก็จะลดคอนทราสลงเช่นกัน
  3. ระยะเวลาที่ใช้ในการล้างฟิล์ม ยิ่งคุณล้างนานขึ้นคุณยิ่งเพิ่ม Contrast มากขึ้น ข้อนี้ล่ะครับที่พิสูจน์ว่าข้อ 1 ถูกต้อง เคยลองสังเกตดูเวลาล้างที่ระบุในเอกสารของน้ำยาแต่ละตัวไหมครับ ว่าฟิล์มรุ่นเดียวกัน แต่ ISO ต่างกัน อย่าง 100 กับ 400 เนี่ย ตัวที่ ISO สูงกว่าจะต้องใช้เวลาล้างนานกว่าเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้ Contrast ที่เท่ากัน
  4. Dilution หรืออัตราผสมของน้ำยาที่เราใช้ โดยปกติแล้วอย่างน้ำยา D76 ถ้าใช้แบบ Full Strength จะได้ Contrast ที่สูงกว่าแบบผสม 1:1 หรือ 1:3

ค่า Contrast Index ที่เหมาะสม Kodak ระบุไว้ที่ 0.56 สำหรับหัวอัดแบบ Diffusion ส่วนพวกหัวอัดแบบ Condenser แนะนำไว้ที่ 0.45 เหมือนที่เราได้ยินกันมาว่าถ้าล้างฟิล์มไว้สำหรับขยายกับหัวอัดแบบ Condenser ให้ลดเวลาล้างลง จากเวลาที่เราใช้สำหรับหัวอัดแบบ Diffusion ในกรณีนี้จะหมายถึงการขยายภาพลงบนกระดาษเกรด 2 นะครับ ซึ่งในการปรับ Contrast ให้ได้ค่า CI ที่ต้องการนั้น เราจะใช้การปรับ EI กับปรับ เวลาล้างฟิล์มนั่นเอง (กระบวนการ Alternative ต่างๆ ก็ต้องการ CI ที่แตกต่างกันไปด้วยนะครับ)

ในการเริ่มต้นคุม Contrast นั้นหนังสือบางเล่มจะแนะนำไว้ว่า

400 speed black and white film, expose the film at ISO 320 (1/3 of a stop slower) and reduce development 10-15%.

125 speed black and white film, expose the film at ISO 100 and reduce development 10-15%.

การหา Contrast Index นั้นเราต้องวัดค่าความเข้ม (Density) ของเนกาทีฟ ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Densitometer ผมว่ามันจำเป็นมากถ้าเราจะเป็นช่างภาพที่ใช้ Zone System จริงจัง จากนั้นเราก็จะมาปรับ EI กับเทคนิคการล้างฟิล์มของเราใหม่ ส่วนกระบวนการอย่างละเอียดหาอ่านเพิ่มเติมได้ในอินเตอร์เน็ตหรือหนังสืออย่าง Way Beyond Monochrome แนะนำเลยครับหาติดห้องมืดไว้ซักเล่ม

การวัดความเข้มของเนกาทีฟที่ถ่าย Step Wedge มาด้วย Densitometer

เล่าคร่าวๆก่อนละกันนะครับ พอเราวัดค่าได้มาแล้วก็เอามาพลอตกราฟ แกนนอนเป็น Exposure แกนตั้งเป็น Density เราก็จะได้ Characteristic Curve ออกมา ยิ่งล้างฟิล์มนานกราฟจะชันและแคบ แสดงถึงคอนทราสที่สูง 

หน้าตาและส่วนประกอบของ H&D Curve

ในส่วนด้านล่างของกราฟเราจะเรียกว่า Toe กราฟจะไม่ชัน แสดงว่าในส่วนของค่าต่ำอย่าง Shadow เนี่ยคอนทราสจะต่ำ ช่วงกลางเป็นช่วงที่เราสนใจบางทีก็เรียกกันว่าช่วง Straight Line เป็นช่วงทั่วไปที่ฟิล์มบันทึกภาพ ความชันช่วงนี้ล่ะครับที่เอามาวัด CI กัน โดยใช้เครื่องมือวัด Slope ที่ Kodak ออกแบบมา ส่วนช่วงบนของกราฟจะกลับมาชันน้อยลงเรียกว่า Shoulder เป็นช่วงโซนสูงๆ หรือ Highlight ของเนกาทีฟ ความชันลดลงแสดงว่า Contrast ก็ลดลงด้วย ฟิล์มรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันจะมี Shoulder ที่ยาวขึ้นคือชันมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการไล่โทนที่ดีมากยิ่งขึ้น ต่างจากฟิล์มรุ่นเก่า ที่มักจะเกิดอาการ Block Highlight ขึ้นนั่นเอง

ยิ่งเราเพิ่มเวลาในการล้างมากขึ้นกราฟจะชันขึ้น
เครื่องมือช่วยวัดหาค่า Contrast Index
ที่ออกแบบโดย Kodak
เรื่องเล่าคราวนี้คงเอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ เรื่องเทคนิคค่อนข้างเยอะ ทำความรู้จักกันไปทีละนิดเรื่อยๆ ดีกว่าครับ มีโอกาสจะมาเล่าต่อเรื่อยๆ สงสัย หรือมีสิ่งใดผิดพลาดคอมเมนท์ทิ้งไว้กันได้นะครับ อยากให้มีการโต้ตอบกันบ้างครับ จะได้เกิดความรู้ใหม่ๆ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันครับ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ThaisilpFilmlab ครับผม


Friday, 6 June 2014

Contrast คำคุ้นหู เอามาใช้ทำงานขาวดำยังไง?

ในแสงยามบ่าย วันฟ้าหม่น ผมเพิ่มเวลาล้างเพื่อให้ได้สายน้ำขาวสว่าง


ทุกคนที่สนใจการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นในกระแสดิจิตอล หรืออีกหลายๆคนที่กำลังเลี้ยวกลับมาสู่ระบบฟิล์ม มักจะได้ยินศัพท์การถ่ายภาพคำนึงอยู่แทบทุกวันคือ Contrast (คอนทราส) สำหรับผมแล้วผมจะใช้คำว่าคอนทราสต่างกันอยู่ในสองกรณีคือ คอนทราสของสิ่งที่เรากำลังจะถ่าย (Subject Contrast) และอีกอย่างหนึ่งคือคอนทราสของเนกาทีฟ (Negative Contrast) ที่เรานำไปใช้ขยายรูป แต่ขอให้ความหมายง่ายๆ ของคำว่า Contrast เอาไว้เสียก่อน เราใช้คำนี้เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของความแตกต่างระหว่างส่วนมืดและส่วนสว่างของสิ่งที่เรากำลังจะถ่าย หรือที่ปรากฏบนฟิล์ม ทีนี้มาดูแยกกันเป็นกรณี

1. คอนทราสของสิ่งที่เรากำลังจะถ่าย (Subject Contrast)

คือความแตกต่างของปริมาณแสงที่สะท้อนจากวัตถุออกมา จากในส่วนที่เป็นส่วนมืดๆ หรือที่เรียกว่า Shadow ในซีน กับส่วนที่สว่างหรือ Highlight ยกตัวอย่างเช่น ส่วนเงาที่ทอดยาวของแจกันดอกไม้สีขาวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ กับส่วนโค้งของแจกันที่สะท้อนแสงออกมาเต็มที่ ในการถ่ายภาพให้ดีเราต้องใส่ใจกับสองค่านี้มากๆ นะครับ โดยเฉพาะส่วน Shadow เป็นส่วนที่การถ่ายฟิล์มขาวดำจะต้องให้ปริมาณแสงส่วนนี้มีปริมาณพอที่จะสร้างภาพลงบนฟิล์มได้นะครับ ภาพที่ไม่สามารถเก็บรายละเอียดส่วน Shadow ได้จะไม่ค่อยมีเสน่ห์ครับ มันดำเป็นปื้นๆ เวลาขยายลงบนกระดาษ ในส่วน Highlight ก็สำคัญเช่นกัน (แต่การรับมือกับส่วนสว่างนี้จะทำตอนล้างฟิล์มและช่วยได้ตอนขยายภาพ) ถ้าไม่สามารถเก็บรายละเอียดมาได้เมื่อขยายลงบนกระดาษเราจะเห็นสีขาวของเนื้อกระดาษโผล่ออกมาในภาพครับ

2. คอนทราสของเนกาทีฟ (Negative Contrast)

ความหมายคล้ายๆ กัน คือความต่างของความโปร่งแสงในเนกาทีฟ ของส่วนที่ใสและส่วนที่เข้ม ส่วนที่ใสในเนกาทีฟก็คือ Shadow และจะปรากฏบนกระดาษมืดๆ ในเนกาทีฟที่เป็นส่วนเข้มจะเป็น Highlight เมื่อขยายลงกระดาษจะออกไปทางโทนขาวๆ ส่วนที่จะมืดเท่าไหร่ สว่างเท่าไหร่นั้น เค้าเรียกกันว่า Shadow/Highlight Densities (พยายามจะเอาหลีกเลี่ยงคำศัพท์ให้มากที่สุดแล้วครับ แต่บางอย่างเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็น เพื่อจะได้พูดภาษาเดียวกันต่อๆ ไป) Density บนเนกาทีฟที่เราเห็นก็คือชั้นบางๆของผลึกเงินที่ฉาบเอาไว้บนเนื้อฟิล์ม

ทีนี้มีข้อควรระวังอยู่อย่างหนึ่งคือถ้าเราวัดแสงส่วน Shadow อย่างถูกต้องแล้ว แต่เมื่อล้างฟิล์มออกมามีหลายๆ ส่วนในเนกาทีฟที่ใสเท่ากับเนื้อฟิล์ม (Film Base) แสดงว่าค่า ISO ที่เราใช้นั้นไม่เหมาะกับน้ำยาล้างฟิล์มและกระบวนการล้างฟิล์มที่เราใช้อยู่ (สมมติว่าใช้ ISO ที่ระบุไว้ที่กล่องฟิล์ม) คราวต่อไปเราควรจะลด ISO ช่วย เช่นจากที่ใช้ 400 อาจจะลดมา 320 หรือ 250 อันนี้ทางเทคนิคเรียกว่า Personal Film Speed หรือบางทีก็เรียกว่า Exposure Index (ความจริงค่า EI นี้เป็นสิ่งแรกที่เราต้องหาเสียก่อนเมื่อเราเลือกใช้ฟิล์มกับน้ำยาคู่ใดๆ จากนั้นจึงจะหาเวลาล้างฟิล์มที่ถูกต้อง วิธีการหาเอาไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง) โดยส่วนมากแล้วน้ำยาทั่วไปควรจะลด ISO ลง และล้างลดเวลาจากที่ในคู่มือน้ำยาแนะนำเล็กน้อย จะมีน้ำยาไม่กี่ตัวที่สามารถให้ Film Speed เต็มได้ เราควรจะใช้น้ำยาหนึ่งตัวกับฟิล์มหนึ่งตัวเป็นประจำ เอาไว้ทำงานที่หวังผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเปลี่ยนตัวใดตัวนึงแต่ละครั้งต้องจับทางมันใหม่เสมอ

ทีนี้ขอเพิ่มอีกหนึ่งคำแทรกตรงนี้คือ Dynamic Range คำนี้ใช้ในแวดวงดิจิตอลนะครับ คือความแตกต่างระหว่างโทนมืดๆ กับโทนสว่างๆ ในภาพนั่นล่ะครับ และแสดงค่าออกมาในรูปกราฟฟิกที่เราคุ้นเคยกันคือ Histogram ทั้งจอหลังกล้องหรือโปรแกรมตกแต่งภาพต่างๆ

ที่นี้ก็เป็นหน้าที่ของเราแล้วล่ะครับ ว่าจะทำให้ Subject Contrast ที่เราจะถ่าย ย้ายมาอยู่บนเนกาทีฟ เพื่อให้ได้ Negative Contrast ที่ถูกต้อง (ซึ่งความจริงมันสัมพันธ์กับ Negative Density อีกนะครับ ถ้าแบบซีเรียสเลยต้องใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า Densitometer นะครับ) โดยต้องมองข้ามไปถึงกระดาษที่เราใช้ด้วยนะครับ บางคนอาจจะสร้าง Negative Contrast เพื่อลงกระดาษเกรด 2 หรือฟิลเตอร์เบอร์ 2 เป็นมาตรฐาน หรือบางคนอาจจะชอบใช้เกรด 3 ก็ได้ อันนี้แล้วแต่แนวของแต่ละคนที่ทำงานขยายรูปในห้องมืดครับ (หรือบางท่านอาจจะนำไปทำพวก Alternative Process อย่างอื่นซึ่งต้องการ Negative Contrast ที่แตกต่างกันไปแต่ละแบบอีก)

แสงประดิษฐ์ตามในโบสถ์เป็นอะไรที่รบกวนมาก ลดเวลาล้างลงหน่อยเพื่อได้รายละเอียดในส่วนที่แสงส่องสว่างมากๆ และแสงด้านนอกหน้าต่างที่แตกต่างอย่างมากกับแสงด้านในอีกด้วย

แล้วเราจะคุม Negative Contrast อย่างไรให้เข้ากับ Subject Contrast ล่ะครับ?

ทุกคนเวลาออกถ่ายรูปคงจะเคยเจอสภาพแสงที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปในแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา แดดเปรี้ยงๆ บ้าง หรือฟ้าครึ้ม ฟ้าหลัว วันไหนแดดแรงก็คอนทราสสูง เพราะเงาจะดำเข้ม แสงสะท้อนต่างๆก็แรงมาก เนกาทีฟที่ออกมาส่วนเงานี่แทบจะใสไร้รายละเอียด วันไหนฟ้าหม่นๆ มองไม่เห็นตะวัน วันนั้นก็คอนทราสต่ำได้เนกาทีฟดูแบนๆ ชอบกล ปกติตามหลัก Zone System จะให้ความสำคัญคอนทราสของฟิล์มจากเงาถึงส่วนสว่างอยู่ที่ 5 Stop ดังนั้นก่อนถ่ายต้องเชคดูส่วนต่างของแสงจากเครื่องวัดแสง จากส่วนเงาที่ต้องการให้เห็นรายละเอียด ย้ำนะครับไม่ใช่ส่วนเงามืดสุด กับส่วนที่สว่างที่สุดเสีย ศัพท์อย่างเป็นทางการเค้าเรียกย่อว่า SBR หรือ Subject Brightness Range ก่อนเพื่อที่จะได้เลือกวิธีการล้างฟิล์มให้ถูกต้อง ว่าเกินหรือว่าต่ำกว่าช่วง 5 Stop ถ้าเกินต้องลดเวลาล้าง ถ้าต่ำกว่าต้องเพิ่มเวลาล้างช่วย (หลักการคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพนะครับ บางทีการบีบเอา Subject Contrast ที่กว้างมากๆ มาลงบน Negative Contast ก็อาจจะได้ภาพเทาๆ ตุ่นๆ นะครับ เพราะการไล่โทนที่กว้างถูกบีบเข้ามาจนแคบเกินไป ยังมีเทคนิกอีกหลายอย่างที่ต้องนำมาใช้ และขึ้นอยู่กับภาพในหัวของเราที่ต้องการให้ออกมาเป็นยังไง จินตนาการภาพไว้ก่อนนี่สำคัญที่สุดนะครับ)

เคล็ดวิชาของการเตรียมเนกาทีฟขาวดำครับ Expose for shadow, Develop for highlight จากบทความก่อนหน้า จะเห็นว่าเราจะทำงานง่ายกว่ามากถ้าถ่ายด้วยฟิล์มแผ่น แล้วนำไปล้างด้วยเวลาเฉพาะเจาะจง ทีนี้พอมาเป็นฟิล์มม้วน ถ้า 120 ก็ง่ายหน่อยเพราะจำนวนเฟรมน้อย อาจจะสามารถถ่ายในสภาพแสงเดียวกันหรือแตกต่างกันเล็กน้อยภายในม้วนเดียวกันได้ สามารถคุม Negative Contrast ได้ดีกว่าฟิล์ม 135 (หรือกล้องที่เป็นฟิล์มแมกกาซีนได้ยิ่งสะดวก โดยอาจแยกแมกกาซีนนึงเป็นสภาพแสง Normal อีกแมกกาซีนนึงเป็นสภาพแสงคอนทราสสูง หรือคอนทราสต่ำ แล้วไปล้างเพิ่มลดเวลาเอา) ในกรณีฟิล์ม 135 อาจจะใช้เทคนิค Minimal Agitation ช่วย (เพื่อไม่ให้ Highlight หนาเกินไปและเพิ่มรายละเอียดใน Shadow) ในบทความที่ผ่านมาผมทดลองกับน้ำยา Microphen ไม่ค่อยพอใจผลที่ออกมาเท่าไหร่เพราะเกรนไม่ค่อยสวย การเขย่าแบบนี้เหมาะกับน้ำยาพวก Kodak HC110 (Ilfotec HC) หรือไม่ก็ Rodinal เพราะน้ำยาพวกนี้ความเข้มข้นสูง พอผสมให้เจือจางมากๆ จะให้ผลออกมาดีมากับ Minimal Agitation
 
วิธีแก้ไขแรกในกรณีที่เจอวันฟ้าหม่นๆ มองไม่เห็นตะวัน ผมขอแนะนำให้เพิ่มเวลาล้างฟิล์มมากขึ้นจากปกติ แต่ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งในการปรับเพิ่มเวลาล้าง โดยเฉพาะฟิล์มฟอร์แมตเล็กๆ อย่าง 135 คือพอเราเพิ่มเวลาล้างจากเวลาปกติ สิ่งที่ได้เพิ่มมาด้วยคือ เกรนที่หยาบขึ้น ผมไม่แนะนำให้ล้างเกิน N+1 (เอาคร่าวๆก็เพิ่มเวลาล้างประมาณ 20% ครับ) เพราะพอเกรนหยาบยิ่งต้องขยายใหญ่ (135 ขยายลงกระดาษ 8x10 นี่ประมาณสิบเท่าเลยนะครับ) ผลจะออกมาไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ พอเป็น 120 ขยายประมาณสี่เท่าผลที่ได้ยังสวยอยู่ แต่ฟิล์มแผ่นไม่ต้องห่วงครับเรื่องเกรนไม่ค่อยมีปัญหา เริ่มต้นหัดคุมคอนทราสให้สังเกต Shadow ในเนกาทีฟให้ดีนะครับ พอเพิ่มเวลาล้าง Shadow อาจจะหนาขึ้นหน่อยแล้วแต่น้ำยาแต่ละตัว ถ้าหนามากคราวต่อไปก็เพิ่ม ISO ตอนถ่ายเพื่อดึงให้ Shadow กลับไปที่เดิมนะครับ อันนี้เป็นการปรับโทนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงการล้าง Normal เพราะเราล้างนานขึ้นโทนมันจะขยับขึ้นมาหมดครับ

ในทางตรงข้ามวันที่แดดจัดเงาเของวัตถุหากดำปี๋เลย หรือถ้าถ่ายคนตอนเที่ยงตะวันตรงหัว ผมแนะนำให้ลดเวลาล้างลง แต่นะครับแต่ สิ่งที่ต้องระวังคือ Shadow นะครับเพราะเมื่อล้างสั้นลง Shadow มันจะบางลงตามไปด้วย จากไม่ค่อยจะมีไรติดอยู่แล้ว (ล้าง N-1 จะลดเวลาล้างลงประมาณ 15%) ให้ชดเชยแสงเพิ่มโดยการลด ISO ลง เพื่อให้ส่วนเงาเรามีรายละเอียดกลับคืนมา และปรับโทนของภาพโดยรวมด้วยครับ 

ถ้ายังไม่ได้ขยับมาถ่าย Large Format ผมว่าคุม Negative Contrast ล้างเพิ่มหรือลดเวลาซัก N+1 หรือ N-1 จะได้ผลดีกว่าโดยรวมกับฟิล์มทั้งม้วน (Subject Contrast ที่หลากหลาย) แล้วไปแก้ไขอีกนิดหน่อยตอนขยายรูป เพราะในปัจจุบันเราใช้กระดาษแบบ Variable Contrast กัน แต่ก็อย่าคิดว่าถ่ายๆ ไปเหอะไปลุยในห้องมืดเสียอย่างเดียว กระดาษ VC มันก็มีข้อจำกัดเช่นกัน อีกทั้งจะต้องทำงานยากขึ้นอีกด้วย การเตรียมเนกาทีฟที่ดีมาจะทำให้การขยายรูปเราเพียงแค่บังๆเผาๆ นิดหน่อยก็ได้ภาพที่ดีออกมาแล้ว

ก่อนถ่ายม้วนต่อไปนั่งวิเคราะห์เนกาทีฟเก่าๆของเรา แล้วลองนำสิ่งที่ผมเล่ามาข้างต้นไปทดลองปรับใช้ดูนะครับ รับรองว่าจะได้เนกาทีฟที่ดีขึ้น ทำงานตอนขยายรูปได้ง่ายขึ้นครับ ได้เนกาทีฟใหม่มาก็วิเคราะห์ดูอีกครั้งนะครับ แล้วค่อยๆ ขยับเวลาล้าง ค่า ISO จนได้สิ่งที่เราพอใจ โทนภาพโดยรวมมันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละคนนะครับ ปรับกันเองให้ได้อย่างใจต้องการ

หากสงสัย หรือโต้แย้งทิ้งข้อความไว้ด้านล่างได้นะครับ หรือถ้าคิดว่าพอจะมีประโยชน์ช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆด้วยนะครับ


หมายเหตุ :
เวลาชดเชยการล้างของ N+1 หรือ N-1 เป็นการประมาณคร่าวๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามน้ำยากับฟิล์มแต่ละตัว การจะได้ค่าถูกต้องต้องทำ Film Test เสียก่อน แต่กับฟิล์มม้วนคิดว่าเพียงพอ เพราะทั้งม้วนจะมี Subject Contrast ที่หลากหลาย

อาจจะใช้น้ำยาประเภท 2 Bath (2 Bath Developer) ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสูตร โดยน้ำยาจะแยกออกเป็นสองตัว Part A และ Part B แช่ฟิล์มลงใน Part A ตามเวลาแนะนำ ตามด้วย Part B จากนั้น Stop ด้วยน้ำเปล่าแล้วลง Fixer น้ำยาจำพวกนี้จะช่วยป้องกัน Highlight ไม่ให้หนาจนเกินไป (Blown Out) แต่ไม่ค่อยเหมาะในการล้างเพื่อเพิ่มคอนทราส

ตัวอย่างค่าฟิล์มสปีดกับน้ำยาแนะนำ รวบรวมมาจากฟอรั่มของฝรั่งนะครับ
  1. Tri-x ถ่ายที่ 320 กับน้ำยา D-76 ผสม 1:1
  2. Tri-x ถ่ายที่ 250 กับน้ำยา Rodinal ผสม 1:50
  3. Tmax 100 ถ่ายที่ 64 กับน้ำยา HC110 Dil B
ติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่ ห้องภาพไทยศิลป์ ช่วยกัน Like ช่วยกัน Share นะครับ

Friday, 16 May 2014

โลกแห่งขาวดำทำมือ


ตาของเราทุกคนมองโลกสวยใบนี้เต็มไปด้วยสีสันทุกๆวัน จนบ้างครั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นๆ กันมันดูชินตาไปเสียหมด ผมมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นที่ได้เห็นรูปขาวดำจากฝีมือ พ่อ แม่ ตา ยาย มาตลอด แรกๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนักตามประสาเด็ก พอเริ่มหัดใช้กล้องก็ถ่ายแต่ฟิล์มสี จนเข้าสู่ยุคดิจิตอล ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หลงเข้าสู่่กระแสของมัน กล้องตัวแรก Canon EOS 10D ตอนนั้นจำได้ว่าจ่ายไปเฉพาะตัวกล้องเจ็ดหมื่นกว่าบาทกับกล้องความละเอียด 6 ล้านพิกเซล ศึกษาการเตรียมไฟล์ แต่งไฟล์ต่างๆ จนพอเอาตัวรอดได้ รวมทั้งเรื่องการจัดการสี แต่พอมาถึงวันนึง เกิดความรู้สึกว่าข้อดีต่างๆ ของระบบดิจิตอลนั้น มันดี มันง่ายเกินไป จนไร้ค่า ไม่มีสิ่งใดน่าจดจำ 

ในช่วงปลายของยุคฟิล์มที่ทุกคนวิ่งเข้าหาถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ของดิจิตอล ผมกลับค่อยๆ พาตัวเอง เดินเข้าสู่ตรอกซอกซอยแห่งโลกของ "ฟิล์ม" อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะโลกของ "ขาว-ดำ" โลกใบนี้ไม่ได้ใช้ตาเนื้อมอง มันใช้ตาภายในมองต่างหาก สีสันต่างๆ ถูกตัดลดออก ผมต้องหัดมองโลกในแบบที่กล้องถ่ายรูปมองคือมองทุกอย่างเป็นโทนความเข้ม ความสว่างต่างระดับไล่เรียงกันไป

การจะถ่ายรูปขาวดำซักรูปนั้น มาสเตอร์ทั้งหลายพร่ำบอกเสมอว่า คุณต้องจินตนาการให้ได้ว่าภาพที่กำลังจะถ่ายนั้น เมื่อมันไปอยู่บนกระดาษแล้ว มันจะเป็นยังไง (Previsualized) แรกๆ ผมไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้ เพราะเราไม่ได้เริ่มถ่ายภาพมาจากแนวขาวดำแต่แรก ถ่ายไปล้างฟิล์มไป เหมือนกับที่ถ่ายฟิล์มสี คือแค่วัดแสงให้ได้ค่า Exposure ที่ถูกต้องเท่านั้น ดูในเนกาทีฟก็สวยดี เวลานำเนกาทีฟไปสแกน หรือขยายรูปในห้องมืด ก็ได้รูปไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่พอวันนึงมานั่งดูรูประดับมาสเตอร์ทั้งหลาย เปรียบเทียบกับรูปตัวเองแล้ว รู้สึกได้ทันทีว่ารูปของเราไม่มีพลังพอ มันเป็นได้แค่รูปที่ดี แต่ยังไม่เป็นรูปที่เยี่ยม 

ผมพลาดตรงไหนเหรอ? จากที่เราศึกษาจากตำรับตำรามาหลายเล่ม หลายๆแหล่ง ผมมองข้ามเทคนิคหลายๆ อย่างที่เรารู้แต่เราไม่ทำ เราคิดว่ามันไม่น่าจำเป็น ผมทบทวนทุกอย่างใหม่หมด เริ่มต้นอ่านใหม่อย่างละเอียด พักการออกไปถ่ายรูปเอาไว้ก่อน เริ่มจากการปรับระบบขยายรูปในห้องมืดใหม่ นำเนกาทีฟเก่าๆ ที่ถ่ายไว้มาขยายใหม่ตามเทคนิคต่างๆ ในตำรา แน่นอนงานออกมาดีมากขึ้น ผมเริ่มเรียนรู้ว่าเทคนิคในห้องมืดนั้นช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้นทางมาไม่ดี งานที่ได้ก็ยังไม่สุดยอด ผมนึกถึงคำกล่าวนึงได้ Garbage in, garbage out ผมมองย้อนกลับมาที่เนกาทีฟ กลับไปทบทวนกระบวนการล้างฟิล์มใหม่โดยอิงกับ Zone System ซึ่งเป็นระบบที่มีมานานแต่ผมไม่ค่อยจะศรัทธามันเท่าไหร่ ผมเริ่มหาเวลาออกถ่ายรูปใหม่ แต่คราวนี้ถ่ายน้อยลง แต่คิดมากขึ้นก่อนถ่าย เอาฟิล์มกลับมาทดลองล้างด้วยเทคนิคใหม่ๆ เนกาทีฟที่ได้ออกมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีบางอย่างที่ยังขาดหายอยู่

ผมย้อนตัวเองมาหัดถ่ายรูปใหม่ ใช้หลัก Previsualized กับ Zone System มองซีนที่จะถ่าย แล้วจินตนาการว่าจะให้น้ำหนักของภาพเป็นยังไง จุดเด่นอยู่ที่ไหน จะนำสายตาไปสู่จุดเด่นได้อย่างไร วัดแสงจุดต่างๆ ของภาพเพื่อเชคดูว่าส่วนที่แสงน้อยสุดต่างกับส่วนที่สว่างที่สุดเท่าไหร่ ผมเริ่มไม่ถ่ายอย่างที่ตาเห็น แต่ถ่ายอย่างที่เกิดภาพขึ้นมาในใจ ตามอารมณ์และความรู้สึกขณะนั้น บางทีอาจจะมืดกว่า หรือสว่างกว่าที่ตาเรามองเห็น อย่างในภาพน้ำตกนี้จะว่าไปเป็นภาพแรกที่ผมตั้งใจใช้เทคนิคต่างๆ ที่ได้กลับไปศึกษาเรียบเรียงความคิดตัวเองใหม่เอามาใช้ ผมถ่ายตอนเย็นที่ท้องฟ้าหม่นๆ ประมาณสี่โมงครึ่ง แสงแดดที่ส่องลงตรงๆ ที่น้ำตกไม่เหลือแล้ว เรียกง่ายๆ ว่าคอนทราสต่ำมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็อาจจะวัดแสงตกกระทบ แล้วตั้งค่าถ่ายเลย หรืออาจจะวัดแสงสะท้อนที่น้ำ แล้วชดเชยแสงโอเวอร์ 2-3 Stop แล้วถ่าย แต่คราวนี้ผมวัดแสงเน้นไปที่ผนังก้อนหินที่พื้นผิวผมสะดุดใจผม ในความจริงตรงหินจะค่อนข้างสว่าง ผมจึงชดเชยให้ Under 2 Stop ให้ดูดุดำอย่างที่คิดเอาไว้ในใจ แต่ยังสามารถแสดงรายละเอียดได้สวยงาม จำค่าแสงนี้เอาไว้ จากนั้นผมวัดแสงสะท้อนจากน้ำที่กำลังไหล ในใจคิดไว้ว่าจะให้เป็นสายน้ำสีขาวไหลนุ่มละมุนละไม แต่ยังต้องปรากฏรายละเอียดบ้างพอควร ค่าแสงที่ได้ต่างกับที่วัดในจุดก้อนหินตอนแรก 4 Stop ช่วยยีนยันได้ว่าคอนทราสของซีนนี้ต่ำมาก ผมเห็นภาพในใจทันทีว่าน้ำที่ตั้งใจให้ขาวเป็นจุดเด่นจะไม่ขาวแน่ เพราะผมถ่าย Under นี่

ผมบันทึกภาพนี้ลงฟิล์มด้วยค่าแสงที่วัดและชดเชยตรงบริเวณหิน ถ่าย Under เพื่อให้หินมันดูดุดำเข้มมากขึ้น เคล็ดวิชาของการถ่ายขาวดำคือ Expose for Shadow เพราะถ้าคุณไม่ให้ปริมาณแสงที่เพียงพอตกกระทบลงบนฟิล์มแล้ว ไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคล้างฟิล์มอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้มีรายละเอียดปรากฏขึ้นในฟิล์มได้ จึงต้องให้ความสำคัญในการวัดแสงส่วนที่เป็นส่วนมืดเป็นอย่างมาก เพราะรูปที่สมบูรณ์จะต้องปรากฏรายละเอียดในส่วนเงามืด (Rich Black) ไม่ใช่เป็นสีดำปื้นๆ บนกระดาษ สิ่งที่ต้องคิดลำดับต่อมาคือ ถ้าผมล้างฟิล์มแผ่นนี้ด้วยเวลาปกติ (เวลาปกตินี้เราต้องทดลองหากันเสียก่อน) สายน้ำที่ผมตั้งใจจะให้ขาวเด่นขึ้นมาคงไม่ขาวแน่ๆ (Brilliant white) ทางแก้ต้องไปแก้ตอนล้างฟิล์ม อีกหนึ่งเคล็ดวิชาคือ Develop for Highlight เพื่อจะให้ได้ความขาวตามที่คิดเอาไว้ผมต้องเพิ่มเวลาล้างมากขึ้นจากเวลาล้างปกติ ในกรณีนี้ผมใช้เวลาล้างที่เรียกว่า N+1 เพื่อทำให้เนื้อฟิล์มบริเวณสายน้ำมีเพิ่มมากขึ้นซึ่งแน่นอนว่าเวลานี้ได้มาจากการทดลองล้างหาเวลาเอาไว้แล้วล่วงหน้า

ผมตั้งใจถ่ายให้มืดลง เพื่อให้หินดูสวยงามมีพลัง ขณะเดียวกันต้องพยายามทำให้สายน้ำขาวใส ด้วยการเพิ่มเวลาล้างฟิล์ม ผลที่ได้น่าพอใจมาก ภาพดูมีพลังดึงดูดสายตา ได้มากกว่าภาพจริงๆ ที่ผมมองเห็น บางทีการลองถอยหลังมาอีกสักก้าว มันทำให้เราเห็นโลกเบื้องหน้ากว้างใหญ่มากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น